ธนาคารความรู้ การใช้เลขยกกำลังแทนจำนวน

การใช้เลขยกกำลังแทนจำนวน

                การเขียนจำนวนที่มีค่ามากๆนิยมเขียนแทนได้ด้วยรูป Ax10nเมื่อ 1≤A<10 และ n เป็นจำนวนเต็มบวก เช่น 16,000,000 = 1.6×107 และทำนองเดียวกันการเขียนจำนวนเต็มที่มีค่าน้อยๆก็สามารถเขียนในรูป Ax10n ได้เช่นเดียวกัน  แต่ n จะเป็นจำนวนเต็มลบ เช่น 0.000016 = 1.6×10-5

               หลักการเปลี่ยนจำนวนให้อยู่ในรูป Ax10n เมื่อ 1≤A<10 และ n เป็นจำนวนเต็มอย่างง่ายๆ คือให้พิจารณาว่าจุดทศนิยมมีการเลื่อนตำแหน่งไปทางซ้ายหรือขวากี่ตำแหน่ง ถ้าเลื่อนไปทางซ้ายเลขชี้กำลังจะเป็นบวก และถ้าเลื่อนไปทางขวาเลขชี้กำลังก็จะเป็นลบ

เช่น                   75000.0=7.5×104     

                         0.000075 = 7.5×10-5

หรือกล่าวได้ว่า ถ้าจุดทศนิยมเลื่อนไปทางขวา n ตำแหน่ง เลขชี้กำลังของ 10 จะลดลง n ถ้าจุดทศนิยมเลื่อนไปทางซ้าย n ตำแหน่ง เลขชี้กำลังของ10 จะเพิ่มขึ้น n

 

สรุป

          เลขยกกำลังเป็นการคูณตัวเลขนั้นๆตามจำนวนของเลขชี้กำลัง ซึ่งตัวเลขนั้นๆจะคูณตัวของมันเองและเมื่อแทน a เป็นจำนวนใด ๆ และแทน n เป็นจำนวนเต็มบวก โดยที่มี a เป็นฐานหรือตัวเลข และ n เป็นเลขชี้กำลัง(an) หรือจะได้ว่า a คูณกัน n ตัว (axaxaxaxax…xa) อีกทั้งวิธีการคำนวณหาค่าเลขยกกำลังจะขึ้นอยู่กับสมบัติของเลขยกกำลังในแต่ละประเภทด้วย

ธนาคารความรู้ การบวกเลขยกกำลัง

การบวกเลขยกกำลัง

1.การบวกลบเลขยกกำลังที่มีฐานเหมือนกันและเลขยกกำลังเท่ากัน ให้นำสัมประสิทธิ์ของเลขยกกำลังมาบวกลบกัน

ตัวอย่าง       

                   

                       

2.การบวกลบเลขยกกำลังที่มีฐานเท่ากัน  แต่เลขยกกำลังไม่เท่ากันจะนำสัมประสิทธิ์มาบวกลบกันไม่ได้  ต้องทำในรูปของการแยกตัวประกอบ และดึงตัวประกอบร่วมออก

ตัวอย่าง         

                     

                      

หมายเหตุ 

       (-2)4 และ -24 มีค่าไม่เท่ากันเพราะ  (-2)4 ฐานคือ  (-2)       

เลขชี้กำลังคือ 4 อ่านว่าลบสองทั้งหมดยกกำลังสี่มีค่าเท่ากับ 16

       -2ฐานคือ 2 เลขชี้กำลังคือ 4 อ่านว่าลบของสองกำลังสี่มีค่าเท่ากับ  -16

ธนาคารความรู้ การหารไม่ลงตัว

การหารไม่ลงตัว

          การหาคำตอบของการหารไม่ลงตัว สามารถใช้ความสัมพันธ์ระหว่างการคูณและการหารเช่นเดียวกับการหารลงตัว โดยหาว่าจำนวนนับใดเมื่อคูณกับตัวหารแล้วใกล้เคียงตัวตั้งมากที่สุดและไม่มากกว่าตัวตั้งจำนวนนั้นจะเป็นผลหาร และเมื่อผลคูณระหว่างจำนวนนับนั้นกับตัวหารน้อยกว่าตัวตั้งอยู่เท่าไรจำนวนนั้นจะเป็นเศษ หรือ       ตัวตั้ง – (ตัวหาร x ผลหาร) = เศษ (เศษต้องน้อยกว่าตัวหารเสมอ)

                              เช่น   มีส้ม 13 ผล จัดใส่ถุงละ 4 ผล จะได้กี่ถุง

                                        จะได้ว่า    13  ÷   4  = ?  

 

                                         ดังนั้น    

                                          เขียนในรูปการหาร 13  ÷  4  ได้ 3 เศษ 1

แนวคิด

       เมื่อหาคำตอบโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างการคูณและการหาร จะต้องหาว่ามีจำนวนนับใดที่เมื่อนำมาคูณกับ 4 แล้วเท่ากับ 13 ซึ่งไม่มี เราจึงต้องหาจำนวนนับที่เมื่อนำมาคูณกับ 4 แล้วได้ใกล้เคียง 13 มากที่สุดแต่ไม่เกิน  13 ซึ่งจำนวนนับที่เมื่อนำมาคูณกับ 4 แล้วได้ใกล้เคียง 13 มากที่สุด คือ 3 เนื่องจาก 3 คูณ 4 ได้ 12  และ 12 น้อยกว่า 13 อยู่ 1  ซึ่ง 1 ก็คือเศษนั่นเอง

สรุปการหาร

      การหารเป็นการแบ่งจำนวนหนึ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกันหรือการลดลงที่ละเท่าๆกันตามจำนวนหนึ่งจนเหลือศูนย์หรือเหลือเศษ แล้วผลลัทธ์ที่ได้นั้นคือจำนวนครั้งที่ลบออก

ฐานความช่วยเหลือ ด้านกลยุทธ์การแก้ปัญหา

 

 

  

ฐานความช่วยเหลือ ด้านกลยุทธ์การแก้ปัญหา

 

 

 

ฐานความช่วยเหลือ ด้านความคิดรวบยอด

           

   

      

                                

ฐานความช่วยเหลือ ด้านความคิดรวบยอด

 

 

Previous Older Entries